บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ” หรือ “MTC”) เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ใหม่จำนวน 4 ชุด ให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไป และ ผู้ลงทุนสถาบัน (เฉพาะผู้ลงทุนสถาบันที่เป็นบุคคลธรรมดาเท่านั้นและให้จองซื้อในฐานะผู้ลงทุนทั่วไป) โดยมีอัตราดอกเบี้ยคงที่ระหว่าง [2.80 – 3.85%] ต่อปี คาดว่าจะเปิดจองซื้อระหว่างวันที่ 9 – 11 มีนาคม พ.ศ. 2569หุ้นกู้ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ “A-(tha)” โดยบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569
นายปริทัศน์ เพชรอำไพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า บริษัทฯ อยู่ระหว่างยื่นแบบแสดงรายงานข้อมูลการเสนอขายตราสารหนี้และร่างหนังสือชี้ชวน ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (“สำนักงาน ก.ล.ต.”) เพื่อออกและเสนอขายหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ต่อผู้ลงทุนทั่วไป และ ผู้ลงทุนสถาบัน (เฉพาะผู้ลงทุนสถาบันที่เป็นบุคคลธรรมดาเท่านั้นและให้จองซื้อในฐานะผู้ลงทุนทั่วไป) โดยหุ้นกู้ของ MTC ทั้ง 4 ชุด มีรายละเอียด ดังนี้
หุ้นกู้ชุดที่ 1 อายุ 3 ปี 3 วันอัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.80% ต่อปี
หุ้นกู้ชุดที่ 2 อายุ 3 ปี 11 เดือน 14 วัน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.00% ต่อปี
หุ้นกู้ชุดที่ 3 อายุ 5 ปี 11 เดือน 12 วัน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.35% ต่อปี และ
หุ้นกู้ชุดที่ 4 อายุ 8 ปี 5 วัน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.85% ต่อปี
หุ้นกู้ของ MTC ทั้ง 4 ชุด มีกำหนดชำระดอกเบี้ยทุก ๆ 3 เดือน ตลอดอายุหุ้นกู้ เว้นดอกเบี้ยงวดสุดท้ายจะชำระในวันครบกำหนดไถ่ถอนของหุ้นกู้แต่ละชุด คาดว่าจะเปิดจองซื้อระหว่างวันที่ 9 – 11 มีนาคม พ.ศ. 2569 นี้ จองซื้อจำนวนขั้นต่ำ 100,000 บาท และทวีคูณครั้งละ 100,000 บาท โดยวัตถุประสงค์การจากการออกและเสนอขายหุ้นกู้ครั้งนี้ เพื่อไปใช้ชำระคืนหนี้จากการออกตราสารหนี้ (roll-over) และเพื่อขยายพอร์ตสินเชื่อของบริษัทฯ
นายปริทัศน์ เพชรอำไพ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการเติบโตของพอร์ตสินเชื่ออย่างสมดุล ควบคู่กับการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ โดยตั้งเป้าการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อในช่วงร้อยละ 10 – 15 และการควบคุมอัตราสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (NPL) ให้อยู่ในระดับไม่เกินร้อยละ 2.70 โดย ณ วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568 บริษัทฯ มีสินเชื่อคงค้าง 180,453 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.87 จากสิ้นปี 2567 ที่มีสินเชื่อคงค้าง 164,242 ล้านบาท ด้านผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้รวม 7,894 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,724 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.10 และร้อยละ 15.63 ตามลำดับ เมื่อเทียบกับไตรมาสช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีรายได้รวม 7,170 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,491 ล้านบาท และสำหรับผลการดำเนินงานในปี 2567 บริษัทฯ มีรายได้รวม 27,902 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 5,867 ล้านบาท เติบโตขึ้นร้อยละ 13.76 และร้อยละ 19.59 ตามลำดับ จากสิ้นปี 2566 และในด้านการขยายสาขา ช่วงไตรมาส 3 ของปี 2568 บริษัทฯ ได้เปิดเพิ่มอีก จำนวน 176 สาขา ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2568 บริษัทฯ มีสาขาทั้งสิ้น 8,609 สาขา ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ และในด้านคุณภาพสินทรัพย์ อัตราส่วนของสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต(ค้างชำระเกิน 3 เดือน) ต่อลูกหนี้เงินให้สินเชื่อทั้งหมด (NPL Ratio) อยู่ที่ร้อยละ 2.60 ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก สิ้นปี 2567 ที่ร้อยละ 2.75 ขณะที่ Credit Cost ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 2.66 จากร้อยละ 3.02 ณ สิ้นปี 2567
“เมืองไทย แคปปิตอล ดำเนินธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ด้วยเป้าหมายในการยกระดับการเข้าถึงบริการทางการเงินของผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชน ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคม ภายใต้มาตรฐานการดำเนินงานในระดับสากล โดยบริษัทฯ ได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 และได้รับการประเมินในระดับ AA ในปี 2568 จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงการได้รับคะแนนการกำกับดูแลกิจการในระดับดีเลิศ (5 ดาว) จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 ทั้งนี้ ยังได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากสถาบันการเงินระดับโลก อาทิ JICA, KfW DEG ,International Finance Corporation (IFC) ในกลุ่มธนาคารโลก, Credit Guarantee and Investment Facility (CGIF) และล่าสุด ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) ผ่านการให้เงินกู้เพื่อสังคมเพื่อสนับสนุนการพัฒนาและขยายธุรกิจของผู้ประกอบการสตรีในกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) ในพื้นที่ชนบทของประเทศไทย สะท้อนบทบาทของบริษัทฯ ในฐานะผู้นำธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ในมาตรฐานระดับโลก (World-class Thai Microfinance)” นายปริทัศน์ กล่าว
สำหรับผู้ลงทุนทั่วไปที่สนใจจองซื้อหุ้นกู้ MTC สามารถจองซื้อจำนวนขั้นต่ำ 100,000 บาท และทวีคูณครั้งละ 100,000 บาท และสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.sec.or.th หรือติดต่อผ่านสถาบันการเงินซึ่งเป็นผู้จัดการการจำหน่ายหุ้นกู้ ดังนี้
- ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (ยกเว้นสาขาไมโคร) โทร. 1333 หรือจองซื้อผ่านแอปพลิเคชัน Bangkok Bank Mobile Banking สำหรับผู้ลงทุนทั่วไปที่เป็นบุคคลธรรมดา
- ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (โดยบุคคลธรรมดาจองซื้อทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ https://www.kasikornbank.com/kmyinvest ยกเว้นบุคคลสัญชาติต่างด้าว และนิติบุคคล สามารถจองซื้อผ่านสำนักงานใหญ่และสาขา) โทร. 02-888-8888 กด 869 และรวมถึงบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะหน่วยงานขายของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
- ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) (โดยบุคคลธรรมดาสามารถจองซื้อทางออนไลน์ผ่าน Mobile Application – CIMB Thai) โทร. 02-626-7777
หมายเหตุ: บริษัทฯ อยู่ระหว่างการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลและร่างหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งยังไม่มีผลบังคับใช้การจัดสรรขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ เงื่อนไขการจัดจำหน่ายเป็นไปตามที่กำหนดในร่างหนังสือชี้ชวน
คำเตือน: โปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในร่างหนังสือชี้ชวนก่อนการตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ ผู้ลงทุนสามารถศึกษารายละเอียดได้จากแบบแสดงรายการข้อมูลและร่างหนังสือชี้ชวนตามรายละเอียดด้านล่าง
QR Download
หนังสือชี้ชวนสำหรับโครงการ
หนังสือชี้ชวนสำหรับการเสนอขายหุ้นกู้และการจองซื้อครั้งนี้