บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน)

บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจประเภทสินเชื่อตั้งแต่ปี 2535 โดยเน้นการปล่อยสินเชื่อรถจักรยานยนต์ โดยครองส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุดในประเทศไทย นอกจากนี้เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น บริษัทได้เพิ่มสินเชื่อประเภทอื่น ได้แก่ สินเชื่อรถยนต์ทุกประเภท สินเชื่อรถเพื่อการเกษตร สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ สินเชื่อโฉนดที่ดิน นอกจากนี้บริษัทยังรับทำ พ.ร.บ. เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า

ปัจจุบันมีพนักงานทั้งสิ้น 7,333 ราย และสาขาทั้งหมด 3,178 สาขา ยังคงมุ่งเน้นขยายการบริการให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย จากจังหวัดมุ่งสู่อำเภอ จากอำเภอมุ่งสู่ตำบล ซึ่งภายในปี 2561 มีเป้าหมายให้ครบ 2,800 สาขา

หมายเหตุ ข้อมูล ณ 30 กันยายน 2561

สารจากประธานกรรมการบริหาร

ประธานกรรมการบริหาร

ก้าวไปข้างหน้า
กับเมืองไทย แคปปิตอล

ในปี 2560 ที่ผ่านมา บริษัทมีผลการดำเนินงานเป็นที่น่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง โดยสามารถเติบโตในทุกๆด้าน มากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ คือ สูงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะผลกำไรของบริษัท มีจำนวน 2,501 ล้านบาท เติบโตถึง 70.83 เปอร์เซ็นต์

สำหรับปี 2561 บริษัทยังคงเน้นการเจริญเติบโตขององค์กรอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ทางผู้บริหารได้กำหนดนโยบายในการเติบโตไว้ไม่น้อยกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ และเปิดสาขาอย่างน้อย 600 สาขา โดยยังคงดูแลหนี้เสียหรือ NPL ไว้ไม่เกิน 1.5 เปอร์เซ็นต์

การที่บริษัทสามารถเติบโตและดำเนินธุรกิจเจริญอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดนั้น เป็นเพราะทางผู้บริหารยึดหลักการบริหารจัดการภายใต้การมีคุณธรรมและจริยธรรม โดยให้ความสำคัญกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ถือหุ้น, ผู้ลงทุน, พนักงาน, พันธมิตรทางธุรกิจ และสังคม

ผมในนามของคณะผู้บริหาร ขอให้คำยืนยันว่าผมและทีมงานจะบริหารงานของบริษัทให้ประสบความสำเร็จตามแผนงานที่วางไว้โดยยึดหลักคุณธรรม, จริยธรรม และความโปร่งใส เป็นที่ตั้ง เพื่อให้องค์กรเจริญเติบโตต่อไป

นายชูชาติ เพ็ชรอำไพ กรรมการ / ประธานกรรมการบริหาร

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ

พ.ศ. 2535
  • เริ่มประกอบธุรกิจเช่าซื้อ รถจักรยานยนต์ใหม่และมือสองในนาม “บริษัท ดี.เอส. ลิสซิ่ง จำกัด”
พ.ศ. 2539
  • เพิ่มทุนจดทะเบียนจำนวน 13 ล้านบาท จากทุนจดทะเบียนเดิม 2 ล้านบาท เป็น 15 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญใหม่ จำนวน 130,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท เสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมเพื่อนำเงินไปใช้ในการขยายสินเชื่อ
  • ​ขยายการให้บริการสินเชื่อไปยังภาคกลาง โดยเริ่มจากการเปิดสาขาที่จังหวัดลพบุรีเป็นที่แรก
พ.ศ. 2541
  • ​เริ่มให้บริการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์
พ.ศ. 2544
  • ​เพิ่มทุนจดทะเบียนจำนวน 35 ล้านบาท จากทุนจดทะเบียนเดิม 15 ล้านบาท เป็น 50 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญใหม่ จำนวน 350,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ หุ้นละ 100 บาท เสนอขายแก่ผู้ถือหุ้น เพื่อนำเงินไปใช้ในการขยายสินเชื่อ
  • เริ่มให้บริการสินเชื่อทะเบียนรถเพื่อการเกษตร
  • เปลี่ยนชื่อจาก “บริษัท ดี.เอส. ลิสซิ่ง จำกัด” เป็น “บริษัท เมืองไทย ลิสซิ่ง จำกัด”
  • ยกเลิกการประกอบธุรกิจเช่าซื้อรถจักรยานยนต์
พ.ศ. 2545
  • เริ่มให้บริการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์
พ.ศ. 2547
  • ​เพิ่มทุนจดทะเบียนจำนวน 50 ล้านบาท จากเดิมเพิ่ม เป็น 100 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญใหม่จำนวน 500,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท เสนอขายแก่ผู้ถือหุ้นเดิม เพื่อนำเงินไปใช้ในการขยายสินเชื่อ
  • ​ขยายการบริการสินเชื่อไปยังภาคตะวันออก โดยเริ่มจากการเปิดสาขาที่จังหวัดชลบุรีเป็นจังหวัดแรก
พ.ศ. 2549
  • เพิ่มทุนจดทะเบียนจำนวน 100 ล้านบาท จากทุนจดทะเบียนเดิม 100 ล้านบาท เป็น 200 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญใหม่ จำนวน 1,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท เสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม เพื่อนำเงินไปขยายสินเชื่อ
  • ​เริ่มประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2549
พ.ศ. 2550
  • เพิ่มทุนจดทะเบียนจำนวน 50 ล้านบาท จากทุนจดทะเบียนเดิม 200 ล้านบาท เป็น 250 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญใหม่ จำนวน 500,00 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นล่ะ 100 บาท เสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม เพื่อนำเงินไปใช้ในการขยายสินเชื่อ
พ.ศ. 2551
  • เพิ่มทุนจดทะเบียน จำนวน100 ล้านบาท จากทุนจดทะเบียนเดิม 250 ล้านบาท เป็น 350 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญใหม่ จำนวน 1,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท เสนอขายให้กับผู้ถือหุ้นเดิม เพื่อนำเงินไปขยายสินเชื่อ
  • ขยายการให้บริการสินเชื่อไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเริ่มจากการเปิดสาขาที่จังหวัดขอนแก่นเป็นจังหวัดแรก
  • ย้ายสำนักงานใหญ่จากอาคารเลขที่ 13 ซอยจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร มาอยู่ ณ อาคารเลขที่ 32/1 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร
พ.ศ. 2552
  • ​เพิ่มทุนจดทะเบียน จำนวน 100 ล้านบาท จากทุนจดทะเบียนเดิม 350 ล้านบาท เป็น 450 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญใหม่จำนวน 1,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท เสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม เพื่อนำเงินไปใช้ในการขยายสินเชื่อ
พ.ศ. 2553
  • เพิ่มทุนจดทะเบียนจำนวน 150 ล้านบาท จากทุนจดทะเบียนเดิม 450 ล้านบาท เป็น 600 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญใหม่จำนวน 1,500,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท เสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม เพื่อนำเงินไปใช้ในการขยายสินเชื่อ
พ.ศ. 2554
  • บริษัทฯ ได้เข้าลงทุนซื้อหุ้นของ บริษัท เมืองไทยลิสซิ่ง อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจนายหน้าประกัน วินาศภัย จากผู้ถือหุ้นเดิมจำนวน 19,998 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 99.99 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการเสริมแก่ลูกค้าที่มาใช้บริการสินเชื่อของบริษัท
  • เพิ่มทุนจดทะเบียนจำนวน 470 ล้านบาท จากทุนจดทะเบียนเดิม 600 ล้านบาท เป็น 1,070 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญใหม่จำนวน 4,700,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท เสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม เพื่อนำเงินไปใช้ในการขยายสินเชื่อ
  • เพิ่มทุนจดทะเบียนจำนวน 30 ล้านบาท จากทุนจดทะเบียน 1,070 ล้านบาท เป็น 1,100 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญใหม่ จำนวน 300,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท เสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม เพื่อนำไปใช้ในการขยายสินเชื่อ
  • ​บริษัทฯ ซื้อและรับโอนลูกหนี้เงินให้สินเชื่อ จากผู้ถือหุ้นใหญ่ มูลค่า 537.82 ล้านบาท
พ.ศ. 2555
  • ​เพิ่มทุนจดทะเบียน 160 ล้านบาท จากทุนจดทะเบียนเดิม 1,100 ล้านบาท เป็น 1,260 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญใหม่จำนวน 1,600,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท เสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม เพื่อนำเงินไปใช้ในการขยายสินเชื่อ
  • ​เปิดดำเนินการศูนย์ประมูลรถแห่งแรกและแห่งที่ 2 ที่จังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดอยุธยา เพื่อเป็นศูนย์กลางในการจัดประมูลรถที่สาขาต่างๆ ในเขตภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันตก
พ.ศ. 2556
  • ​เพิ่มทุนจดทะเบียน 315 ล้านบาท จากทุนจดทะเบียนเดิม 1,260 ล้านบาท เป็น 1,575 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญใหม่จำนวน 3,150,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท เสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม เพื่อนำไปใช้ในการขยายสินเชื่อ
พ.ศ. 2557
  • ​เปิดดำเนินการศูนย์ประมูลรถแห่งที่ 3 ที่จังหวัดชลบุรีเพื่อเป็นศูนย์กลางในการจัดประมูลรถที่สาขาต่างๆ ในเขตภาคกลาง และภาคตะวันออก โดยเริ่มการประมูลครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2557
  • เปิดดำเนินการศูนย์ประมูลรถแห่งที่ 4 ที่จังหวัดขอนแก่นเพื่อเป็นศูนย์กลางในการจัดประมูลรถที่สาขาต่างๆ ในเขตภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเริ่มการประมูลครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2557
  • ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2557 เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2557 ได้มีมติอนุมัติให้บริษัทฯ ดำเนินการ ดังนี้
    1. ​แปรสภาพเป็นบริษัท มหาชนจำกัด 2.​ เปลี่ยนแปลงมูลค่าที่ตราไว้จากหุ้นละ 100 บาท เป็น 1 บาท 3.​ เพิ่มทุนจดทะเบียนจำนวน 545 ล้านบาท จากทุนจดทะเบียนเดิม 1,575 ล้านบาท เป็น 2,120 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญใหม่ จำนวน 545 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ซึ่งมีรายละเอียดการจัดสรรดังนี้ 1.1 ​หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 502.50 ล้านหุ้น เสนอขายให้แก่ประชาชน 1.2 ​หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 42.50 ล้านหุ้น เสนอขายให้แก่ กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทฯ และ/หรือ บริษัทย่อย 1.3​ วันที่ 26 พฤศจิกายน 2557 หุ้นของบริษัท ได้ทำการซื้อขายเป็นครั้งแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2557 บริษัทฯ มีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 506 สาขา
พ.ศ. 2558
  • เริ่มให้บริการสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทยหรือสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ โดยได้รับอนุญาตจากระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2558
  • ขยายการให้บริการสินเชื่อไปยังภาคใต้ โดยเริ่มจากการเปิดสาขาที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นจังหวัดแรก
พ.ศ. 2559
  • ​เปิดสาขาเพื่อเพิ่มพื้นที่การให้บริการในแต่ละภาค ดังนี้ ภาคเหนือสาขาเพิ่มขึ้น 87 สาขา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือสาขาเพิ่มขึ้น 282 สาขา ภาคกลางสาขาเพิ่มขึ้น 282 สาขา ภาคใต้สาขาเพิ่มขึ้น 73 สาขา
  • รวมเปิดสาขาทั้งสิ้น 724 สาขา เพิ่มช่องทางการจ่ายชำระเงิน โดยลูกค้าสามารถชำระผ่านเคาน์เซอร์วิส
พ.ศ. 2560
  • เปิดสาขาเพื่อเพิ่มพื้นที่การให้บริการในแต่ละภาค ดังนี้ ภาคเหนือสาขาเพิ่มขึ้น 66 สาขา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือสาขาเพิ่มขึ้น 226 สาขา ภาคกลางสาขาเพิ่มขึ้น 389 สาขา ภาคใต้สาขาเพิ่มขึ้น 79 สาขา รวมเปิดสาขาทั้งสิ้น 760 สาขา
  • เพิ่มช่องทางการชำระเงิน โดยลูกค้าสามารถชำระผ่านเทสโก้ โลตัส, บิ๊กซี และแอร์เพย์
  • เปิดดำเนินการศูนย์ประมูลรถแห่งที่ 5 ที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเป็นศูนย์กลางในการจัดประมูลรถที่สาขาต่างๆ ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเริ่มการประมูลครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2560

วิสัยทัศน์ และ พันธกิจ

วิสัยทัศน์ (VISION)


เราจะดำรงความเป็นผู้นำอันดับ 1 ในธุรกิจไมโครไฟแนนซ์

พันธกิจ (MISSION)

  1. บริษัทฯ จะ ขยายพื้นที่การให้บริการ ลูกค้าในรูปแบบสาขา ให้ ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ โดยจะเปิดดำเนินการในรูปแบบสาขาใหญ่
    สาขาย่อย และศูนย์บริการ ภายในปี 2561 จำนวน 2,800 สาขา
  2. บริษัทฯ จะต้องมี ส่วนแบ่งการตลาดมากเป็นอันดับ 1 ในแต่ละพื้นที่ที่เปิดดำเนินการ และจะมีฐานลูกค้าของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นทุกปี อย่างน้อยปีละ 30 เปอร์เซ็นต์
  3. บริษัทฯ จะต้องมียอดปล่อยสินเชื่อเฉลี่ยต่อจำนวนพนักงานสูงที่สุดในธุรกิจเดียวกัน
  4. บริษัทฯ จะให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลและการบริหารหนี้ โดยใช้ MTC Model เป็นเครื่องมือในการดำเนินงาน
  5. บริษัทฯ จะให้บริการที่เป็นเลิศ และ สร้างความพึงใจสูงสุดแก่ลูกค้า

ค่านิยมพนักงาน

  • ซื่อสัตย์สุจริต
  • ทุ่มเทเพื่องาน
  • ทัศนคติดี
  • สามัคคีรวมใจ
  • วินัยเคร่งครัด